Highlight
เมื่อลูกเริ่มได้รับค่าขนม พ่อแม่มักใช้โอกาสนี้สอนให้รู้จักออมเงิน ด้วยการแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้หยอดกระปุกออมสิน แต่บางครั้งแม้พ่อแม่จะย้ำว่า “ต้องเก็บเงินนะ” เด็กก็ยังเลือกใช้เงินจนหมด เพราะยังไม่เข้าใจว่าการออมเงินมีไว้เพื่ออะไร และทำไมต้องรอคอยแทนที่จะได้ใช้เงินทันที
การสอนลูกเรื่องเงินให้ได้ผลนั้นไม่ควรใช้วิธีบอกให้เก็บเงินเพียงอย่างเดียว ต้องทำให้เด็กเห็นว่าการออมคือส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต ยิ่งหากทั้งครอบครัวมีเป้าหมายการเก็บเงินร่วมกัน ลูกจะได้เรียนรู้การเงินสำหรับเด็กจากประสบการณ์จริงว่า การออมไม่ใช่การห้ามใช้เงิน แต่คือการวางแผนเพื่อสิ่งที่มีคุณค่าในอนาคต
.jpg)
การออมเงินร่วมกันในครอบครัว ช่วยสอนลูกเรื่องเงินได้อย่างไร
การออมเงินจากค่าขนมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากเขายังไม่เข้าใจเป้าหมายของการออมเงินให้ลูก นี่อาจกลายเป็นเพียงกติกาของพ่อแม่ที่ต้องทำตาม มากกว่าการเรียนรู้ทักษะทางการเงินจากประสบการณ์จริง และเมื่อพ่อแม่เก็บเงินร่วมกับลูก เด็กอาจเข้าใจการบริหารเงินได้ดีกว่าเพราะจะได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้
1. เรียนรู้การตั้งเป้าหมาย
แทนที่จะออมเพราะถูกบอกให้ทำ เด็กจะรู้ว่ากำลังออมเพื่ออะไร เช่น ไปเที่ยวทะเล ซื้อหนังสือชุดใหม่ ซื้อของเล่น หรือเตรียมเงินสำหรับกิจกรรมที่ทั้งครอบครัวตั้งใจไว้ เป้าหมายที่ชัดเจนเช่นนี้จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการออมได้มากขึ้น
2. เข้าใจคุณค่าของการรอคอย
เมื่อเห็นเงินออมค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เด็กจะเรียนรู้ว่าความต้องการบางอย่างไม่จำเป็นต้องได้ทันที และการรอคอยอย่างมีเป้าหมายเป็นทักษะที่ช่วยสร้างวินัยและความอดทน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการวางแผนการเงินสำหรับเด็กในอนาคต
3. ฝึกคิดก่อนใช้เงิน
เด็กจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากซื้อของชิ้นนี้วันนี้ จะกระทบกับเป้าหมายการออมหรือไม่ กระบวนการคิดเช่นนี้ช่วยในการตัดสินใจใช้เงินให้รอบคอบมากขึ้น
4. เรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน
เมื่อทุกคนในบ้านช่วยกันออมเงินให้ลูก เด็กจะรู้ว่าความสำเร็จของเป้าหมายเกิดจากความร่วมมือ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง ความรับผิดชอบจึงเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วม ไม่ใช่การบังคับ
5. เห็นคุณค่าของเงินจากประสบการณ์จริง
การได้ร่วมวางแผน พูดคุย และติดตามความคืบหน้าของเงินออม ทำให้เด็กเข้าใจว่าเงินไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อใช้จ่าย แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เป้าหมายต่าง ๆ เกิดขึ้นได้
5 วิธีเก็บเงินร่วมกับลูกแบบสนุกและทำได้จริง
ลองสอนลูกเรื่องเงินโดยเริ่มจากการชวนเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในครอบครัว เพราะประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำร่วมกัน มักเป็นบทเรียนที่เด็กจดจำได้ดีกว่าคำสอน
1. ตั้งเป้าหมายที่ทุกคนอยากทำร่วมกัน
เริ่มจากตั้งเป้าหมายการเงินสำหรับเด็กที่ลูกมีส่วนได้ประโยชน์ เช่น ไปเที่ยว ซื้ออุปกรณ์กีฬา หรือทำกิจกรรมพิเศษในวันหยุด เพื่อให้เขาเห็นภาพว่าการออมมีผลลัพธ์ที่จับต้องได้
2. ให้ลูกมีส่วนร่วมในการกำหนดจำนวนเงินออม
เปิดโอกาสให้ลูกเลือกว่าจะออมเท่าไรตามกำลังของตนเอง เด็กจะรู้สึกว่าเป็นเจ้าของเป้าหมายมากกว่าการถูกกำหนดจากผู้ใหญ่ ขาดเหลือเท่าไรก็ให้พ่อแม่เก็บเงินร่วมกับลูกจนครบตามเป้าหมาย
3. แยกเงินออมสำหรับเป้าหมายให้ชัดเจน
อาจใช้กระปุกออมสิน บัญชีเงินฝาก หรือวิธีอื่นที่ช่วยให้ทุกคนเห็นความคืบหน้าของเงินออมได้ง่าย เมื่อมองเห็นเป้าหมายเป็นรูปธรรม เด็กจะมีกำลังใจในการออมยิ่งขึ้น
4. พูดคุยความคืบหน้าของการออมเป็นประจำ
อาจกำหนดวันพูดคุยกันเดือนละครั้ง เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าเงินออมเพิ่มขึ้นเท่าไร และต้องวางแผนอย่างไรต่อ การสื่อสารภายในครอบครัวช่วยให้เด็กเข้าใจว่าการวางแผนทางการเงินเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยและเรียนรู้ร่วมกันได้
5. ฉลองเมื่อบรรลุเป้าหมาย
เมื่อออมเงินให้ลูกได้ตามเป้าหมายแล้ว ควรชวนลูกย้อนมองกลับว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากอะไร เขามีส่วนสำคัญอย่างไร เพื่อให้เขาจดจำความรู้สึกของการวางแผนและความพยายาม มากกว่าจดจำเพียงรางวัลที่ได้รับ

สำหรับการเก็บเงินร่วมกันของครอบครัวในปัจจุบัน สามารถวางแผนและติดตามผลได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Kept by krungsri ซึ่งมี กระปุก Together ที่ออกแบบมาให้สามารถแยกเป้าหมายการออมเงินได้สูงถึง 10 เป้าหมายหรือแยกได้สูงสุด 10 กระปุกตามเป้าหมายที่วางไว้ และหากครอบครัวใดมีลูกที่อายุ 15 ปีขึ้นไปก็สามารถชวนลูกมาเก็บเงินด้วยร่วมกันได้ทั้งครอบครัว หรือให้ลูกเก็บเงินเพื่อเป้าหมายตัวเองได้
เมื่อครอบครัวมีหลายเป้าหมายที่อยากเก็บเงินไปพร้อมกัน การแยกเงินตามแต่ละเป้าหมายจะช่วยให้ทั้งพ่อแม่และลูกเห็นภาพชัดขึ้นว่าแต่ละกระปุกกำลังเดินไปถึงไหน และยังทำให้การออมเป็นเรื่องที่ติดตามร่วมกันได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันสามารถวางแผนการออมร่วมกันผ่านแอปพลิเคชัน Kept by krungsri ด้วย กระปุก Together ที่ช่วยแยกเป้าหมายการออมได้สูงสุด 10 กระปุกตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นทริปครอบครัว กิจกรรมพิเศษ หรือสิ่งที่ลูกอยากได้ หากลูกมีอายุ 15 ปีขึ้นไป ก็สามารถชวนมาเก็บเงินร่วมกันในเป้าหมายของครอบครัว หรือให้ลูกตั้งเป้าหมายและเก็บเงินในแบบของตัวเองได้เช่นกัน
สิ่งที่พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อต้องการสอนลูกเรื่องเงิน
แม้ตั้งใจปลูกฝังนิสัยการออม แต่บางวิธีอาจทำให้เด็กมองเรื่องเงินในแง่ลบได้ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้เพื่อให้การเรียนรู้การเงินสำหรับเด็กเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น
- บังคับให้ออมโดยไม่อธิบายเหตุผล จนเด็กรู้สึกว่าการออมเป็นภาระ
- ตั้งเป้าหมายที่ใหญ่เกินวัย ทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีทางทำสำเร็จ
- ใช้เงินเป็นเครื่องต่อรองพฤติกรรมทุกเรื่อง จนเด็กมองว่าเงินคือรางวัลเพียงอย่างเดียว
- เปรียบเทียบการออมของลูกกับพี่น้องหรือเพื่อน ซึ่งอาจทำให้เด็กหมดกำลังใจและไม่เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ในแบบของตัวเอง
บทสรุป
การออมเงินให้ลูกอาจเริ่มจากเงินค่าขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่คุณค่าที่แท้จริงคือบทเรียนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ทั้งการตั้งเป้าหมาย การวางแผน และการพูดคุยกันในครอบครัว และบางครั้ง คำถามของลูกไม่ได้ให้แค่คำตอบกับเขา แต่ยังชวนให้พ่อแม่ได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกันด้วย
คำถามที่พบบ่อย
1. ควรเริ่มสอนลูกออมเงินตั้งแต่อายุเท่าไร
- สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วัยอนุบาล โดยใช้กิจกรรมง่าย ๆ เช่น หยอดกระปุกออมสินเพื่อซื้อของเล่นที่ลูกอยากได้ จะช่วยให้เด็กเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการออมกับการบรรลุเป้าหมาย
2. การให้ค่าขนมเพียงอย่างเดียว เพียงพอสำหรับการสอนลูกเรื่องเงินหรือไม่
- การให้ค่าขนมช่วยให้เด็กเรียนรู้การใช้จ่ายและการตัดสินใจ แต่หากต้องการให้เข้าใจการวางแผนการเงินสำหรับเด็ก ควรชวนลูกร่วมตั้งเป้าหมายและออมเงินไปพร้อมกับครอบครัว
3. หากลูกยังไม่สนใจออมเงิน ควรทำอย่างไร
- เริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่ลูกมีส่วนร่วมและเห็นผลลัพธ์ได้จริง เช่น การเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวหรือซื้อของที่อยากได้ พร้อมชื่นชมความพยายามระหว่างทาง เพื่อสร้างแรงจูงใจในการออมอย่างต่อเนื่อง
[1] Focus on the Family (Canada) Association. Teaching children the basics of money management. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2026
[2] FDIC. Teaching Children About Money Now, Pays Dividends Later. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน
[3] Moneysmart. Teaching kids about money. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน

