5 เทคนิควางแผนออมเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมอนาคตให้ลูกในอีก 2-3 ปี

เทคนิคการออม

5 เทคนิควางแผนออมเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมอนาคตให้ลูกในอีก 2-3 ปี
เทคนิคเก็บเงินได้
16/7/2026
Share

Highlight

    ช่วงเวลาแค่ 2-3 ปี อาจดูไม่นานสำหรับหลายคน แต่สำหรับครอบครัวที่มีลูกแล้ว 2-3 ปีผ่านไปเร็วกว่าที่คิด เพราะในช่วงเวลานั้น ลูกอาจโตพอที่จะย้ายโรงเรียน เริ่มเรียนชั้นใหม่ ได้โอกาสไปเรียนซัมเมอร์ หรือทำกิจกรรมที่ต่อยอดความฝันของตัวเอง การค่อย ๆ เก็บเงินเพื่อลูกของคนที่เป็นพ่อแม่ตั้งแต่วันนี้ จึงไม่ใช่แค่การเตรียมค่าใช้จ่าย แต่คือการเตรียมโอกาสให้ลูกได้เติบโตอย่างที่ตั้งใจ 

OG-Image-(9).jpg

5 เทคนิควางแผนออมเงินให้ลูก สำหรับเป้าหมาย 2-3 ปี

       เวลาของลูกเดินเร็วกว่าที่คิด เผลอแป๊บเดียวจากวัยอนุบาลก็เตรียมเข้าประถม พร้อมกับค่าใช้จ่ายที่โตตามตัว สำหรับพ่อแม่แล้ว ช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 ปี อาจมีจุดเปลี่ยนมากมาย ทั้งย้ายโรงเรียน เรียนพิเศษ หรือส่งลูกไปเปิดประสบการณ์ซัมเมอร์ต่างประเทศ
ถ้าอยากสนับสนุนทุกก้าวสำคัญของลูกโดยไม่ต้องหมุนเงินนาทีสุดท้าย การเริ่ม ออมเงินให้ลูก ตั้งแต่ตอนนี้คือคำตอบ และนี่คือ 5 เทคนิค ออมเงิน ฉบับเข้าใจง่ายที่ช่วยให้คุณพร้อมเปย์เพื่อ

1. กำหนดเป้าหมายในอนาคตของลูกให้ชัดเจน

       การออมเงินจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อรู้ว่ากำลังออมเพื่ออะไร ลองเขียนเป้าหมายที่อาจเกิดขึ้นในอีก 2-3 ปีให้ชัดเจน เพราะจะช่วยให้ประเมินจำนวนเงินและระยะเวลาที่ต้องเตรียมได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างเป้าหมาย

  • ย้ายไปโรงเรียนอินเตอร์
  • สมัครคอร์สเรียนพิเศษ
  • ส่งลูกไปเข้าค่ายต่างประเทศ
  • ซื้ออุปกรณ์การเรียน พร้อมแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์
  • เตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ


2. ประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าให้ใกล้เคียงความเป็นจริง

       หลังจากรู้เป้าหมายแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการประเมินค่าใช้จ่าย โดยอาจอ้างอิงจากข้อมูลของโรงเรียน สถาบันการศึกษา หรือค่าใช้จ่ายในปีก่อน ๆ รวมถึงเผื่อเงินสำหรับอัตราเงินเฟ้อหรือค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้น ประมาณ 3-5% ต่อปีไว้ด้วย
ตัวอย่างเช่น หากคาดว่าจะต้องใช้เงินประมาณ 180,000 บาทในอีก 3 ปีตั้งแต่ตอนนี้ ก็จะช่วยให้วางแผนการออมได้แม่นยำมากขึ้น

3. แบ่งเป้าหมายการออมเงินให้ลูกออกเป็นยอดรายเดือน

       เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่มันไกลเกินเอื้อม ให้ลองเอาจำนวนเงินทั้งหมดมารวมแล้วหารด้วยจำนวนเดือนที่ต้องเก็บ เช่น เป้าหมาย 180,000 บาท

  • ระยะเวลา 36 เดือน

       เท่ากับควรออม 5,000 บาทต่อเดือน วิธีนี้ช่วยให้วางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ง่ายขึ้น และสามารถตั้งโอนเงินอัตโนมัติทุกเดือน เพื่อให้เก็บเงินได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะลืม 


4. เลือกเครื่องมือออมเงินให้เหมาะกับระยะเวลา

       เมื่อรู้ว่าจะใช้เงินในอีก 2-3 ปี การเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะกับระยะเวลาจะช่วยให้วางแผนการออมได้ง่ายขึ้น ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีความมั่นคงและสอดคล้องกับเป้าหมายการออมของครอบครัว เช่น

  • บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เหมาะสำหรับการเก็บเงินที่ยังอยากเผื่อให้มีสภาพคล่องไว้ เหมาะกับพ่อแม่ที่อยากเก็บเงินออมให้ลูก แต่ก็ยังอยากอุ่นใจ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินต้องดึงเงินออกมาใช้ก็ถอนได้ ซึ่งสามารถเลือกฝากไว้ในกระปุก Grow จากแอป Kept by krungsri ที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.35% ต่อปี* ได้เลย
  • บัญชีเงินฝากประจำทั่วไป  เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเงินก้อนและตั้งใจเก็บไว้เพื่อเป้าหมายในอีก 2-3 ปี โดยยังไม่มีแพลนใช้เงินระหว่างทาง เพราะนอกจากจะช่วยสร้างวินัยในการออมแล้ว ยังรู้ตั้งแต่เริ่มฝากว่าเงินที่จะเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยเท่าไรตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ ทำให้วางแผนเก็บเงินเพื่อเป้าหมายของครอบครัวได้ง่ายและมั่นใจมากขึ้น
  • บัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี เช่น กระปุก Happy tax free จากแอป Kept by krungsri เหมาะกับพ่อแม่ที่ต้องการออมเงินให้ลูกด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆ กันทุกเดือน ในระยะเวลา 2-3 ปี เพื่อเงินก้อนสำหรับอนาคตลูก เลือกฝากได้ 24 เดือน หรือ 36 เดือน พร้อมรับดอกเบี้ยสูงสุด 1.8% ต่อปี* รับดอกเบี้ยเต็มๆ ไม่เสียภาษีและฝากเริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน เปิดออนไลน์สะดวก พร้อมระบบแจ้งเตือนฝากทุกเดือน ช่วยพ่อแม่ให้การออมเป็นเรื่องง่ายขึ้น และเข้าใกล้ทุกเป้าหมายที่ตั้งใจไว้เพื่อลูกได้ 

*อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ณ วันที่ทำรายการฝากในแต่ละครั้ง ทั้งนี้ การยกเว้นภาษี ณ ที่จ่ายเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
 

5. รีวิวและปรับปรุงแผนการออมเงินเป็นประจำ 

       ชีวิตคนเรายืดหยุ่นได้ แผนการเงินก็เช่นกัน แนะนำให้กลับมาเช็กสุขภาพเงินออมสม่ำเสมอ เช่น ทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อดูว่ารายรับ-รายจ่ายของครอบครัวเปลี่ยนไปไหม หรือลูกมีความสนใจใหม่ ๆ ที่ต้องใช้เงินเพิ่มหรือเปล่า การปรับแผนระหว่างทางไม่ใช่เรื่องผิด ขอแค่เป้าหมายหลักยังเดินหน้าต่อได้ก็พอ
•    ทุก 3 เดือน ตรวจสอบว่ายังออมได้ตามแผนหรือไม่
•    ทุก 6 เดือน ทบทวนรายรับ รายจ่าย และยอดเงินออม
•    ทุก 1 ปี ประเมินว่าค่าใช้จ่ายหรือเป้าหมายของลูกเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
       อย่ากังวลหากแผนที่วางไว้ต้องมีการปรับเปลี่ยน เพราะการออมเงินที่ดีไม่ใช่การทำทุกอย่างได้ตรงตามแผนเสมอ แต่คือการดูแลให้เป้าหมายของครอบครัวยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แม้ระหว่างทางจะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ตาม


บทสรุป 

        ไม่มีใครรู้ว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะมีโอกาสอะไรเข้ามาในชีวิตของลูก แต่การออมเงินให้ลูกไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้วันนั้นคุณตัดสินใจจากความพร้อมมากกว่าความกังวล เพราะหลายครั้ง สิ่งที่พ่อแม่มอบให้ลูกได้ดีที่สุด อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องจ่ายแพง แต่คือการเปิดทางให้เขาได้เลือกเดินตามโอกาสที่เข้ามา โดยไม่ต้องหยุดเพราะข้อจำกัดด้านการเงิน


คำถามที่พบบ่อย
1. หากเป้าหมายของลูกเปลี่ยนระหว่างทาง ควรทำอย่างไรกับแผนการออม?
  • ควรทบทวนเป้าหมายและปรับยอดเงินออมหรือระยะเวลาให้เหมาะสม การตรวจสอบแผนทุก 3-12 เดือนจะช่วยให้การออมยังสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
2. หากออมเงินได้มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ควรทำอย่างไร?
  • เงินส่วนที่เหลือสามารถเก็บไว้เป็นเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา หรือเป้าหมายอื่นของครอบครัว เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นหากมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น
3. หากรายได้ไม่แน่นอน ยังสามารถออมเงินให้ลูกได้หรือไม่?
  • ทำได้ เพราะความสม่ำเสมอในการออมสำคัญกว่าจำนวนเงินที่ออมได้ โดยเริ่มจากจำนวนเงินที่เหมาะกับกำลังของครอบครัว และปรับยอดออมตามรายได้ในแต่ละเดือน 
แหล่งอ้างอิง
[1] Morgan Stanley. 5 Financial Dos and Don’ts for New Parents. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2026
[2] ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. 4 ขั้นตอน เลี้ยงลูก 1 คน ไม่จน 10 ปี แถมแฮปปี้กว่าเดิม (2025). สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2026

[3] Parentkind. Financial planning for parents: Saving for your child’s future (2026). สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2026