Highlight
การออมเงินเพื่อลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้ความสำคัญแต่ในชีวิตจริงที่มีทั้งค่าใช้จ่ายประจำและภาระต่าง ๆ แผนเก็บเงินก้อนมักสะดุดได้ง่ายหลายครั้งเริ่มต้นดีแต่เงินที่ตั้งใจออมกลับถูกใช้ไป กับเรื่องจำเป็นอื่นๆ ก่อน
ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ “เริ่มออมเงิน” แต่คือการทำให้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายยังไม่ชัด หรือวิธีเก็บเงินไม่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน เงินที่ตั้งใจเก็บเพื่อลูกจึงมีโอกาสไหลกลับไปเป็นค่าใช้จ่าย ได้เสมอ
.jpg)
อยากให้ลูกมีชีวิตแบบไหน? นี่คือจุดเริ่มต้นของการออมเงิน
ก่อนเริ่มออมเงิน ลองหยุดคิดว่าอยากให้ลูกเติบโตในเส้นทางแบบไหน เพราะภาพอนาคตนี้จะเป็นตัวกำหนดทั้งจำนวนเงิน ระยะเวลา และเทคนิคออมเงินที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่อยากให้เรียน ทักษะที่อยากให้พัฒนา หรือประสบการณ์ที่อยากให้ได้ลอง เมื่อภาพชัดขึ้น การออมเงินและการเก็บเงินก็จะมีทิศทางชัดเจน และทำได้ต่อเนื่องมากขึ้นเพื่ออนาคตของลูก
เป้าหมายชัด = ออมเงินง่ายขึ้น เพื่อเก็บเงินก้อนให้ลูก
เมื่อเป้าหมาย “เพื่อลูก” ชัดขึ้น การออมเงินก็จะมีทิศทางและทำได้จริงมากขึ้น
หลายคนรู้สึกว่า “ต้องมีเงินก้อนใหญ่” หลักแสนหรือหลักล้าน เลยไม่รู้จะเริ่มยังไง แต่จริง ๆ แล้วการ ออมเงินเพื่อเก็บเงินก้อนให้ลูก ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่
เทคนิคสำคัญคือ แตกเงินก้อนออกเป็นค่าใช้จ่ายตามช่วงเวลา เพราะค่าใช้จ่ายของลูกไม่ได้เกิดพร้อมกัน และสามารถวางแผนแยกได้
ลองเริ่มจาก 5 เรื่องหลักที่พ่อแม่ต้องเตรียม:
- ค่าเทอม เช่น เป้าหมาย 500,000 บาท ในอีก 10 ปี
- ค่าเรียนเสริม/ทักษะ ภาษา ดนตรี กีฬา (ประมาณ 20,000–50,000 บาท/ปี)
- ค่ากิจกรรมเสริม เช่น ค่ายช่วงปิดเทอม
- ค่าประสบการณ์ชีวิต เช่น ทริปต่างประเทศ หรือแลกเปลี่ยน
- ค่าดูแลสุขภาพ เช่น ค่ารักษาเมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงประกันสุขภาพ
เมื่อแยกแบบนี้ จะเห็นว่าเงินก้อนไม่ได้มาในครั้งเดียว แต่ “ค่อย ๆ เกิดตามช่วงวัยของลูก” และจากตัวเลขเหล่านี้ คุณสามารถคำนวณต่อได้ทันทีว่า ต้องออมเงินเดือนละเท่าไร เพื่อเก็บเงินก้อนให้ลูกได้ตามแผน
พ่อแม่ที่เริ่มออมเร็ว คือคนที่ใช้ “เวลา” เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ
ข้อได้เปรียบของพ่อแม่ที่ลูกยังเล็ก คือมีเวลาให้เงินค่อย ๆ เติบโต ซึ่งการเริ่มต้นเร็วช่วยลดภาระต่อเดือนลงอย่างชัดเจนหากใช้เฉพาะค่าเทอม 500,000 บาท จากตัวอย่างก่อนหน้าเป็นตัวตั้ง จะสามารถวางแผนออมเงินรายเดือนได้แบบนี้
- ถ้ามีเวลา 10 ปี พ่อแม่จะต้องออมประมาณ 4,200 บาท/เดือน
- ถ้าเหลือ 5 ปี จะต้องออมประมาณ 8,400 บาท/เดือน
ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินทั้งหมด แต่อยู่ที่ภาระรายเดือนที่ต้องรับ ยิ่งเริ่มวางแผนเร็ว ภาระยิ่งกระจายออกได้ดีอย่างไรก็ตามหากเริ่มช้าก็ยังสามารถใช้เทคนิคออมเงินให้สอดคล้องกับรายได้และระยะเวลาที่เหลือได้สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นและปรับแผนอย่างเหมาะสม
8 เทคนิคออมเงินให้เข้ากับชีวิตจริงของพ่อแม่วัยทำงาน
ภาพรวมที่ต้องออมเงินให้ลูก 500,000 บาทในอีก 10 ปีอาจดูไม่ไกลเกินไป แต่ความท้าทายจริง ๆ อยู่ที่การทำให้การออมสำเร็จได้ทุกเดือน ท่ามกลางค่าใช้จ่ายและภาระที่มีอยู่แล้ว จุดสำคัญจึงไม่ใช่แค่รู้ว่าต้องออมเท่าไร แต่คือการใช้เทคนิคออมเงินให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิต เพื่อให้ทำตามได้ต่อเนื่องในระยะยาว
1. เริ่มจาก “เป้าหมายปลายทาง” แล้วค่อยถอยกลับมาเป็นรายเดือนหากต้องการเงิน 500,000 บาทใน 10 ปี จะเท่ากับประมาณ 4,200 บาทต่อเดือน ตัวเลขนี้ทำหน้าที่เป็น “จุดอ้างอิง” ไม่ใช่ข้อบังคับ เพื่อให้เห็นว่าควรออมอยู่ในช่วงประมาณไหน และสามารถนำไปปรับตามสถานการณ์จริงได้
2. แยก “ตัวเลขตามแผน” กับ “ตัวเลขที่ทำได้จริง” ออกจากกัน
แม้คำนวณออกมาได้ 4,200 บาท แต่ถ้าในชีวิตจริงรู้สึกตึงเกินไป อาจเริ่มต้นที่ 2,500-3,000 บาทก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มเป็นขั้นบันไดเมื่อรายได้หรือภาระเริ่มนิ่ง วิธีนี้ช่วยให้ไม่รู้สึกกดดันตั้งแต่ต้น และมีโอกาสทำต่อเนื่องได้มากกว่า
3. เริ่มจากเงินคงเหลือ เพื่อให้แผนออมเงินไม่สะดุด
โดยทั่วไป การออมเงินควรเริ่มจากการกันเงินออกทันทีเมื่อมีรายได้ แต่ในช่วงที่ภาระยังสูง หรือรายได้ยังไม่นิ่ง การเริ่มจากเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายหลัก เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าอาหาร หรือค่าเดินทาง อาจช่วยให้แผนออมเงินเดินต่อได้คล่องตัวมากกว่า
จากนั้นให้กำหนดสัดส่วนจากเงินส่วนนี้แทน เช่น 30-50% ของเงินคงเหลือ แล้วค่อยปรับไปสู่การออมก่อนใช้เมื่อเริ่มมีความยืดหยุ่นมากขึ้น วิธีนี้ช่วยให้ไม่ต้องฝืนจนเกินไป และยังรักษาความต่อเนื่องของแผนได้
4. ปรับวิธีคิดให้การออมเงินเป็นหนึ่งในบิลค่าใช้จ่ายประจำ
หนึ่งในสาเหตุที่หลายคนออมเงินได้ไม่ต่อเนื่อง เป็นเพราะต้องคอยตัดสินใจทุกเดือนว่าจะออมเท่าไรดี วิธีที่ช่วยได้คือการตั้งระบบให้เงินถูกกันออกไปทันทีที่รายได้เข้ามา เช่น ตั้งหักบัญชีอัตโนมัติในวันเงินเดือนออก เพื่อให้เงินส่วนนี้ถูกแยกออกไปก่อนตั้งแต่ต้น เพื่อลดโอกาสที่เงินจะไหลไปกับค่าใช้จ่ายระหว่างเดือน
5. แยกบัญชีเงินออมเพื่อลูกเป็นอีกหนึ่งบัญชี
เมื่อเงินอยู่บัญชีเดียวกันอาจเผลอใช้จ่ายโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือน การแยกบัญชีออกไป จะช่วยลดเหตุการณ์นี้ และมองเห็นความคืบหน้าได้ง่ายขึ้น ตัวช่วยอย่าง “กระปุก Together” ในแอป Kept จากธนาคารกรุงศรี เหมาะกับเทคนิคออมเงินที่ต้องการแยกเป้าหมายการออมให้ชัดเจน หลายครั้งที่การออมเงินไม่เป็นไปตามแผน เพราะมองเงินเป็นก้อนเดียว จนเผลอหยิบเงินสำคัญ เช่น ค่าเทอมลูก ไปใช้จ่ายอย่างอื่น การเก็บเงินให้ได้ผลจึงควรเริ่มจากการ “แยกกระปุกเงิน” ตามเป้าหมาย ซึ่งกระปุก Together ช่วยให้แยกออมเงินเพื่อลูกได้ง่าย เช่น ค่าเทอม/ค่าเรียนพิเศษ หรือค่าประกันสุขภาพ เปิดได้สูงสุด 10 กระปุก และยังชวนคนในครอบครัวมาเก็บเงินด้วยกัน เพื่อให้เป้าหมายสำเร็จได้เร็วขึ้น

6. ออกแบบแผนให้ “มีช่องว่าง” สำหรับเดือนที่ไม่เป็นไปตามแผน
ในบางช่วงของปีอาจมีค่าใช้จ่ายนอกแผนและสูงกว่าปกติ เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินอื่น ๆ หากวางแผนแบบตึงเกินไปอาจสะดุดทั้งระบบได้ ดังนั้นการเผื่อพื้นที่ เช่น ออม 10 เดือน พัก 2 เดือน หรือกันเงินเผื่อไว้มากกว่าปกติในบางเดือน จะช่วยให้แผนยังเดินต่อได้
7. ใช้เงินก้อนพิเศษเป็นตัวช่วยเร่ง ไม่ใช่ใช้จ่ายเป็นรางวัลทั้งหมด
โบนัส หรือรายได้พิเศษ สามารถแบ่งบางส่วนมาเติมเป้าหมายได้ เช่น 20-30% ของเงินก้อนนั้น เพื่อช่วยลดภาระรายเดือนในระยะยาว และทำให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มภาระในชีวิตประจำวัน
8. ชวนลูกมามีประสบการณ์ออมด้วยกัน เพื่อสร้างวินัยตั้งแต่เล็ก
การออมเงินสามารถเริ่มจากการให้ลูกมีส่วนร่วมเล็ก ๆ เช่น แบ่งเงินค่าขนมมาเก็บ หรือชวนลูกตั้งเป้าหมายของตัวเอง เมื่อทำต่อเนื่อง ลูกจะค่อย ๆ เรียนรู้วินัยทางการเงิน และเข้าใจคุณค่าของการออมจากประสบการณ์จริง
แนะนำลองฝากเงินทุกๆ เดือนไปกับ Happy tax free เงินฝากประจำปลอดภาษีดอกเบี้ยสูงสุด 1.8% ต่อปี* รับดอกเบี้ยเต็มๆ ไม่เสียภาษี เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับการเก็บเงินก้อน เพราะกำหนดทั้งระยะเวลาและจำนวนเงินที่ต้องออม ทำให้เงินถูกแยกออกจากบัญชีใช้จ่ายทันที และไม่
สามารถถอนออกมาใช้ได้ง่าย ๆ โดยสามารถเลือกระยะเวลาการออมได้ 2 แบบ
• แบบฝากประจำ 24 เดือน เริ่มต้นออมได้ 500-25,000 บาท/เดือน ดอกเบี้ย 1.80 % ต่อปี*
• แบบฝากประจำ 36 เดือน เริ่มต้นออมได้ 500-16,500 บาท/เดือน ดอกเบี้ย 1.50 % ต่อปี*
ทำให้การออมเงินเป็นไปตามแผนมากขึ้น เหมาะกับเป้าหมายที่มีระยะเวลาแน่นอน เช่น ค่าเทอม หรือค่าใช้จ่ายในอนาคตของลูก ที่สำคัญทุกครั้งที่เก็บเงินในแต่ละเดือน ก็สามารถเปิดโชว์หน้าจอให้ลูกดูเงินเก็บเติบโตไปด้วยกันได้ มีน้องเก็บจัง ที่จะค่อยๆ เติบโตและเพิ่มความสนุกในการเก็บออมเงินมากขึ้น เห็นดอกเบี้ยสะสมที่งอกเงย
*อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ณ วันที่ทำรายการ
สิ่งที่ทำให้การออมเงินสะดุด มักไม่ใช่รายได้ แต่เป็นพฤติกรรม
พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำในแต่ละวัน อาจดูเหมือนไม่มีผลในช่วงแรก แต่เมื่อสะสมต่อเนื่อง ก็เพียงพอที่จะทำให้เงินออมค่อย ๆ ลดลง และแผนที่ตั้งไว้เริ่มคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะ 3 พฤติกรรมนี้
1. ออมด้วยเป้าหมายลอย ๆ หรือไม่มีเป้าหมายที่อยากทำจริง ๆ เงินจึงถูกใช้ไปกับเรื่องเร่งด่วนแทน
2. ไม่แยกบัญชีเงินออม ทำให้เงินถูกดึงมาใช้จ่ายอยู่บ่อย ๆ เพราะตนเองก็จำไม่ได้ว่าส่วนของเงินออมมีเท่าไร
3. เลื่อนแผนออมเงินออกไป เช่น รอให้รายได้มากกว่านี้ก่อนค่อนออม รอเงินก้อนใหญ่แล้วออมทีเดียว จนสุดท้ายก็ไม่ได้เริ่มออมจริงจัง
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ ตั้งใจจะออมเงินจากโบนัส แต่เมื่อได้เงินเข้ามาจริง ๆ กลับนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายอื่น การออมเงินให้ต่อเนื่องจึงควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างวินัย และเลือกวิธีที่เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิต เพื่อให้สามารถออมได้อย่างสม่ำเสมอตามแผนที่วางไว้

บทสรุป
การออมเงินเพื่อลูกไม่จำเป็นต้องเริ่มจากแผนที่สมบูรณ์แบบ แค่เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ในวันนี้ แล้วค่อย ๆ ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ของครอบครัว หากมีเป้าหมายชัดเจนและทุกคนในบ้านเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน การออมจะค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทำร่วมกันได้ในทุกเดือน โดยไม่จำเป็นต้องเร็วที่สุดหรือมากที่สุด แค่ทำได้ต่อเนื่องในแบบที่ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป เงินก้อนที่ตั้งใจไว้ก็จะค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเอง
คำถามที่พบบ่อย
1. ควรเริ่มออมเงินให้ลูกตั้งแต่เมื่อไรดี?
- สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วางแผนจะมีลูก เพราะยิ่งเริ่มยิ่งช่วยลดภาระต่อเดือนลงได้ แต่หากยังไม่ได้เริ่ม ก็สามารถเริ่มได้ทันทีในจังหวะที่พร้อม และค่อย ๆ ปรับแผนให้เหมาะกับรายได้และค่าใช้จ่ายของครอบครัว
2. ถ้ารายได้ไม่มาก ยังออมเงินเพื่อลูกได้ไหม?
- สามารถเริ่มได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเงินมากในช่วงแรก แค่กำหนดยอดออมที่ทำได้จริง และทำให้ต่อเนื่อง จะช่วยให้เงินก้อนค่อย ๆ สะสมมากขึ้นในระยะยาว
3. ควรใช้เงินฝากประจำปลอดภาษีในการออมเงินเพื่อลูกไหม?
- เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการออมเงินเพื่อลูก โดยเฉพาะเมื่อมีเป้าหมายชัด เพราะช่วยกำหนดระยะเวลาและจำนวนเงินได้แน่นอน ทำให้สร้างวินัยในการออม และลดโอกาสนำเงินออกมาใช้กับจุดประสงค์อื่น สำหรับพ่อแม่ยุคนี้ที่ต้องการความสม่ำเสมอในการออมเงิน การมีตัวช่วยเรื่องเงินสามารถช่วยลดภาระ ทั้ง“จัดการเงิน และสร้างวินัย” อย่างแอปพลิเคชัน Kept by krungsri ที่มีตัวเลือกกระปุกพร้อมฟีเจอร์ช่วยเก็บรออมเงินเพื่อลูกที่ง่ายขึ้นและเป็นระบบ
[1] Money Helper. Saving for your children. สืบค้นเมื่อ 31 มีนาคม
[2] Money Fit by DRS. How to Financially Secure Your Child’s Future: 6 Proven Steps. สืบค้นเมื่อ 31 มีนาคม
[3] Allegiance Credit Union. 7 of the Best Ways to Save Money For Your Kids Future (2024). สืบค้นเมื่อ 31 มีนาคม

