Kept by krungsri
GET - On the App Store
เทคนิคการออม

โอกาสทองในการลงทุนตราสารหนี้ระดับโลก กับกองทุน KFSINCFX-A
คว้าโอกาสในรอบ 10 ปี

Share

Highlight

       เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากเงินเฟ้อค่าเช่าที่ชะลอลง และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลายจะผลักดันให้ Fed เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยลงในปี 2024 อัตราผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ทุกประเภทอยู่ในระดับสูง (75 ถึง 95 percentile) ในรอบกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา
       เราเห็นโอกาสการลงทุนที่ดีในรอบกว่า 10 ปี ของการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ โดยเราคาดว่าผลตอบแทนที่ดีจะมาจาก 2 ส่วน คือ อัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูง (Yield) และ Capital Gain จากการที่ Fed มีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แนะนำลงทุนในกองทุน KFSINCFX-A 
       ทั้งนี้จึงมองว่าการปรับตัวดังกล่าวเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีในรอบหลายปี ที่มาพร้อมกับแรงสนันสนุนด้าน yield และ capital gain จึงแนะนำลงทุนในกองทุน KFSINCFX-A ก่อนเริ่มตัดสินใจลงทุนเราจะพาไปรู้จักกองทุนนี้กัน 
OG-Image-(2).jpg

 

ชื่อเต็มกองทุน KFSINCFX-A  : กรุงศรีโกลบอลสมาร์ทอินคัมเอฟเอ็กซ์-สะสมมูลค่า

 

นโยบายกองทุน

  1. กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ ชื่อ PIMCO GIS Income Fund (Class I-Acc) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV 
  2. กองทุนหลักกระจายการลงทุนไปในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐ/เอกชน ทั่วโลกอย่างน้อย 2 ใน 3 ของ NAV 
  3. กองทุนหลักอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 50% ของ NAV

จุดเด่นของกองทุน

  1. กองทุนหลักบริหารโดย PIMCO ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารกองทุนตราสารหนี้ระดับโลก
  2. กองทุนหลักมีประวัติให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างยาวนาน และมีกลยุทธ์เน้นหา income ที่มีความสม่ำเสมอ
  3. มีการปรับสัดส่วนการลงทุนสม่ำเสมอ โดยมีการลงทุนในตราสารหนี้หลากหลาย
  4. มีการบริหารความเสี่ยง จากอัตราดอกเบี้ยอย่างเหมาะสมในทุกสภาวะตลาด

เหตุผลทำไมจึงแนะนำกองทุน KFSINCFX-A

        ปัจจุบันกองทุน KFSINCFX-A ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (unhedged) ถือเป็นทางเลือกการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
2f7305f9-screenshot-2024-01-17-094526-971x500.jpg
รูปที่ 1: ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทไทยและดอลลาร์สหรัฐฯ
 

กองทุน KFSINCFX-A (ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน) เหมาะกับใคร

  1. นักลงทุนที่พร้อมรับความเสี่ยงค่าเงิน ความผันผวนของผลตอบแทนที่สูงกว่าแบบป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
  2. ไม่ต้องการเสียต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ราว 3% ต่อปี ณ ปัจจุบัน เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยใน USD ที่สูง
  3. มีมุมมองว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าหรือไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปัจจุบัน

เงินเฟ้อลง เปิดโอกาสธนาคารกลางลดดอกเบี้ย

 
23f864bc-image5-1000x500.png

รูปที่ 2: เงินเฟ้อสหรัฐ และค่าเช่าของผู้เช่ารายใหม่

      ในปีที่ผ่านมาเงินเฟ้อสหรัฐฯกำลังเข้าสู่แนวโน้มขาลงอย่างชัดเจน (Disinflation) โดยเฉพาะเงินเฟ้อค่าเช่าที่อยู่อาศัย (Shelter CPI) ที่กำลังปรับตัวลง สะท้อนจากการเติบโตของค่าเช่าของผู้เช่ารายใหม่ (New Tenant Repeat Rent) ซึ่งชี้นำเงินเฟ้อค่าเช่าประมาณ 9 เดือน ล่าสุดปรับตัวลงอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 แล้ว หากเงินเฟ้อค่าเช่าที่ปรับตัวลดลงสะท้อนเข้าไปใน Core CPI หรือ Headline CPI ในอนาคตจะเป็นเหตุผลให้ Core CPI หรือ Headline CPI ปรับตัวลดลงได้ในอนาคต

740e36c5-image7-1000x500.png

รูปที่ 3: เงินเฟ้อสหรัฐฯ และดัชนี Manufacturing Supplier Deliveries

      อีกปัจจัยที่สะท้อนว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่มีทิศทางชะลอตัวลงอย่างชัดเจน คือเรื่องเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากภาคการผลิต และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน โดยหากดูผ่านดัชนี Manufacturing Supplier Delivery Index จะเห็นได้ว่าที่ดัชนีต่ำกว่า 50 แปลว่า การส่งสินค้าทำได้รวดเร็วขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าผลกระทบจากการ Lockdown การขาดแคลนชิป และสงครามที่ทำให้ เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานในอดีตได้คลี่คลายลงแล้ว มากไปกว่านั้น ดัชนีดังกล่าวยังเป็นดัชนีชี้นำ CPI Inflation ใน 15 เดือนข้างหน้า เพราะฉะนั้นเงินเฟ้อในอนาคตจึงมีโอกาสปรับตัวลงเพิ่มเติมจากทั้งประเด็นราคาค่าเช่าบ้านที่ลดลง และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลาย

2bff0ff6-image9-1000x500.png

รูปที่ 4: อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารหลัก

      แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ลดลงเช่นนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ธนาคารกลางจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปี 2024 ประเด็นดังกล่าวสะท้อนผ่านตลาด Future ว่าทั้ง Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในช่วงเดือน มีนาคม 2024 ถึง เมษายน 2024 และ ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในช่วงเดือน มกราคม 2024
 

A Once-in-a-Decade Opportunity
 

7efb44f5-image8-1040x500.png

รูปที่ 5: ผลตอบแทนดอกเบี้ยของตราสารหนี้ในแต่ละประเภท
 Source: FINNOMENA FUNDS, Bloomberg as of 13/12/2023
 

     เราเห็นโอกาสการลงทุนที่ดีในตลาดตราสารหนี้ และเราเชื่อว่าปี 2024 จะเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดของตลาดตราสารหนี้ในรอบกว่า 10 ปี โดยตลาดตราสารหนี้จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้จาก 2 ส่วน ได้แก่ ผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูง (Yield) และ Capital Gain จากการที่ Fed มีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
 
     โดยในผลตอบแทนส่วนแรก หากเราดู Yield ในแต่ละประเภทของตราสารหนี้ตั้งแต่ Investment Grade, Speculative, Securitized MBS หรือ ภาพรวมตราสารหนี้ในสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่า Yield ในปัจจุบันอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด หากเปรียบเทียบ Yield ปัจจุบันกับ Yield ในอดีตตั้งแต่ปี 2006 จะเห็นได้ว่าระดับ Yield ตราสารหนี้ในทุกประเภทอยู่ในระดับ 75 ถึง 95 percentile ทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา

b0daf66f-image2-997x500.png

รูปที่ 6: ส่วนต่างผลตอบแทนดอกเบี้ยของตราสารหนี้ในแต่ละประเภท
 

       นอกจากนี้ หากวิเคราะห์เพิ่มเติมถึงมิติเรื่องส่วนต่างผลตอบแทน (Spread) จะเห็นว่าส่วนต่างดอกเบี้ยในประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น High Yield-US Government Spread, Average Corp-US Government Spread หรือ US Securitized Average-US Government Spread ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหากพิจารณาตัว High Yield-US Government Spread และ Average Corp-US Government Spread จะพบว่าทั้ง 2 ตัวยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งสะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของ Yield ในปัจจุบัน เป็นการเพิ่มขึ้นเชิงโครงสร้างจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk) แต่อย่างใด

ff31c282-image4-1110x624.jpgรูปที่ 7: ผลตอบแทนของตราสารหนี้ในวันที่ Fed ค้างอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
Source: PGIM Investment as of 13/12/2023

 

       นอกจากจะได้ผลตอบแทนจาก Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นในรอบหลายปีแล้ว ตราสารหนี้ยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนในรูปแบบของ capital gain จากการที่ Fed มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต โดย PGIM Investment ได้มีการรวบรวมข้อมูลไว้ว่า หลังจาก Fed ค้างอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตราสารหนี้ (รุ่นอายุเฉลี่ย 6 ปี) มักปรับตัวขึ้นได้ทุกครั้ง โดยไม่ว่านักลงทุนจะลงทุนในกรอบ 6 เดือน 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ผลตอบแทนมักเป็นบวกเสมอ โดยเฉลี่ยนักลงทุนสามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ 8% 13% 10% และ 10% ตามลำดับ

7e7ff494-image1-1000x500.png

รูปที่ 8: Drawdown ของตราสารหนี้ตั้งแต่ปี 1990


       ทั้งนี้ ตราสารหนี้ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ตราสารหนี้ปรับตัวลงไปกว่า 25% ซึ่งเป็นระดับที่เกือบเท่ากับระดับช่วงที่เกิดเศรษฐกิจถดถอยในปี 2022 ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งและ Spread ยังไม่สะท้อนการเพิ่มขึ้นของ Credit Risk

       ผู้ลงทุนสามารถขอข้อมูลหนังสือชี้ชวนได้ที่สำนักงานของบริษัทจัดการ หรือจาก www.krungsriasset.com หรือตัวแทนสนับสนุนการขาย หรือเจ้าหน้าที่ขายหน่วยลงทุน
 
      สนใจซื้อกองทุนหลากหลายบลจ. ในที่เดียวง่ายๆ ที่กระปุกลงทุน Kept Invest powered by FINNOMENA รู้จักกระปุกลงทุน Kept Invest คลิก

       กองทุนคัดสรรโดย บลน. ฟินโนมีนา จำกัด

       คำเตือน : ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
กองทุน KFSINCFX-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
       เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูล แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ขายของ.jpg
ThaiESG-(1).jpg